ไอกรน

มารู้จักโรคไอกรน ระวังไว้ไม่เสียหาย

ไอกรน (Pertussis) เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Bordetella pertussis โดยโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกเพศทุกวัย แต่พบมากในเด็กเล็กที่ยังไม่ได้รับวัคซีนหรือได้รับวัคซีนไม่ครบ


ลักษณะของเชื้อที่ทำให้เกิดโรคไอกรน

  • เชื้อ Bordetella pertussis เป็นแบคทีเรียรูปแท่งขนาดเล็กที่มีความสามารถในการเกาะติดกับเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจ
  • เชื้อจะสร้างสารพิษที่ทำให้เกิดการระคายเคืองในทางเดินหายใจ และทำให้เกิดอาการไอรุนแรง

การเกิดโรคไอกรน

  1. เชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านทางละอองฝอยจากการไอหรือจามของผู้ป่วย
  2. เชื้อจะเกาะติดกับเยื่อบุผิวทางเดินหายใจและเริ่มสร้างสารพิษ เช่น Pertussis toxin ซึ่งกระตุ้นการอักเสบและเพิ่มการหลั่งเมือก
  3. การสะสมของเมือกและการอักเสบทำให้เกิดอาการไอรุนแรงอย่างต่อเนื่อง

ระยะเวลาของโรคไอกรน

  • โรคไอกรนมักใช้เวลาประมาณ 6-10 สัปดาห์ ตั้งแต่เริ่มมีอาการจนถึงระยะฟื้นตัว
  • ระยะเวลาของแต่ละช่วงอาจแตกต่างกันในแต่ละคน

ความรุนแรงของโรคไอกรน

  • ในผู้ใหญ่และวัยรุ่น อาการมักไม่รุนแรง แต่ยังสามารถแพร่เชื้อได้
  • ในเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น:
  • ปอดอักเสบ (Pneumonia)
  • สมองอักเสบ (Encephalopathy)
  • การหยุดหายใจชั่วคราว (Apnea)
  • ภาวะชัก (Seizures)

การวินิจฉัยโรคไอกรน

การซักประวัติและตรวจร่างกาย:

    • แพทย์จะสังเกตลักษณะการไอและเสียง “Whooping”

    การตรวจทางห้องปฏิบัติการ:

      • การเพาะเชื้อจากสารคัดหลั่งในโพรงจมูก
      • การตรวจ PCR เพื่อหา DNA ของเชื้อ
      • การตรวจเลือดเพื่อดูระดับภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ

      การรักษาโรคไอกรนโดยละเอียด

      การใช้ยาปฏิชีวนะ:

        • ยาปฏิชีวนะกลุ่ม Macrolides เช่น Erythromycin, Azithromycin, หรือ Clarithromycin
        • ยาจะช่วยลดระยะเวลาการแพร่เชื้อ แต่ไม่สามารถแก้ไขอาการไอรุนแรงได้ทันที

        การดูแลแบบประคับประคอง:

          • การให้สารน้ำในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะขาดน้ำจากการไอหรืออาเจียน
          • การให้ออกซิเจนในกรณีที่มีอาการหายใจลำบาก

          การรักษาในโรงพยาบาล:

            • ในเด็กเล็กที่มีอาการรุนแรง อาจต้องใส่ท่อช่วยหายใจหรือดูแลในห้อง ICU

            การป้องกันโรคไอกรนอย่างละเอียด

            การฉีดวัคซีน:

              • วัคซีน DTP หรือ DTaP ควรฉีดในเด็กตามตารางการฉีดวัคซีน ได้แก่:
                • อายุ 2 เดือน, 4 เดือน, 6 เดือน, 15-18 เดือน และ 4-6 ปี
              • วัคซีนกระตุ้น (Tdap) สำหรับวัยรุ่นและผู้ใหญ่ทุก 10 ปี หรือในหญิงตั้งครรภ์ช่วงไตรมาสที่ 3

              การป้องกันการแพร่กระจาย:

                • ผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยควรได้รับยาปฏิชีวนะป้องกัน
                • หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไอรุนแรง

                ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัคซีน

                • วัคซีน DTP/DTaP ไม่เพียงป้องกันไอกรน แต่ยังป้องกันโรคคอตีบและบาดทะยักได้ด้วย
                • ผลข้างเคียงของวัคซีนมักไม่รุนแรง เช่น มีไข้ต่ำๆ หรือปวดบริเวณที่ฉีด

                ความสำคัญของการรู้เท่าทันโรคไอกรน

                • ไอกรนเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ง่ายด้วยวัคซีน แต่หากปล่อยให้เกิดการระบาดในกลุ่มเด็กเล็ก อาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้
                • การป้องกันและการรักษาอย่างทันท่วงทีเป็นสิ่งสำคัญในการลดการแพร่กระจายของโรค

                สามารถอ่านต่อได้ที่ https://www.vimut.com/article/whooping-cough ได้เลยค่ะ! 😊